ข่าว บอลไทย ฟุตบอลไทย
FOX’s OPINION : TIMELINE ประวัติศาสตร์ของ ต่อพิฆาต แชมป์โตโยต้าลีกคัพ 2019
ช่วงสุดสัปดาห์ที่่ผ่านมา ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของสโมสร พีที ประจวบ เอฟซี ทีมเล็กๆจากภาคตะวันตกของประเทศไทย ที่ประกาศศักดาด้วยการโค่นสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษ หลังจากเสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับได้ชูถ้วย โตโยต้า ลีกคัพ 2019 อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกได้แบบหักปากกาเซียนทุกสำนัก
และหากพูดถึงสโมสรเจ้าของฉายา ต่อพิฆาต ทีมนี้ ต้องยอมรับว่าพวกเขาคือทีมจอมเซอร์ไพร์สตัวจริงเสียงจริง เพราะเพิ่งจะขึ้นชั้นมาโลดแล่นในลีกสูงสุดเป็นปีที่ 2 เท่านั้น ภายใต้การคุมทีมของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล อดีตกองกลางทีมชาติไทยในยุคดรีมทีม
 
โดย โค้ชวัง เข้ามาคุมทีมต่อจากเพื่อนซี้อย่าง ดุสิต เฉลิมแสน ในปี 2016 ในปีต่อมา วังลันตา ก็พาพลพรรค ประจวบ จบอันดับ 3 ในศึกไทยลีก 2 พร้อมกับคว้าสิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร 
 
 
การเริ่มต้นปีแรกในไทยลีก พวกเขาได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวเต็งลำดับต้นๆที่จะต้องร่วงกลับลงไปสู่ลีกพระรองอีกครั้ง เนื่องจากคุณภาพตัวผู้เล่น รวมไปถึงประสบการณ์ในลีกสูงสุดที่น้อยนิดกับฐานะทีมน้องใหม่ อย่างไรก็ตาม ต่อพิฆาต ก็ค่อยๆเริ่มตั้งหลักและเขียนเทพนิยายของตัวเอง ด้วยการล้มทีมยักษ์ใหญ่มาแล้วมากมายในฤดูกาลนั้นไม่ว่าจะเป็นการเปิดสนามด้วยการโค่น โปลิศ เทโร 3-2 
 
หลังจากนั้นทุกสายตาก็เริ่มเหลียวมองพวกเขามากขึ้นจากผลงาน แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ด้วยการเปิดรัง สามอ่าว สเตเดียม ถล่ม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์มโหฬารถึง 6-1
แถมยังเป็นการที่ โค้ชวัง ปลดเพื่อนซี้อย่าง ธชตวัน ศรีปาน ออกจากเก้าอี้กุนซือไปในตัวด้วย ยังไม่หมดเท่านั้นพวกเขาสร้างเซอร์ไพร์สด้วยการบุกพิชิต บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ถึงถิ่น ลีโอ สเตเดียม 4-3 ในฤดูกาลนั้น เด็กๆของ โค้ชวัง สามารถเอาชนะ กิเลนผยอง และ เดอะ แรบบิท ได้แบบไปกลับ แถมยังเคยขึ้นไปรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงของตารางได้ถึง 3 สัปดาห์ติดต่อกัน 
พีที ประจวบ จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 ของตาราง ซึ่งถือเป็นอันดับที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ครั้งแรกบนลีกสูงสุด พวกเขาจะสามารถทำผลงานได้ดีถึงขนาดนี้ โดยผู้เล่นที่เป็นแกนหลักในตอนนั้นก็คงหนีไม่พ้นคู่กองหน้ามหาประลัยอย่าง โชนาธาน เฮส รวมไปถึง ลอนซานา ดุมบูญา ที่ยิงรวมกันได้ถึง 42 ประตู จากทั้งหมด 56 ประตูที่พวกเขาทำได้ในเกมไทยลีก ฤดูกาลที่แล้ว 
ในขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ ก็มีผู้เล่นอย่าง อัดนาน โอราโฮวัช กองหลังชาวมอนเตเนโกร ,ควอน ดี แฮ แนวรับชาวเกาหลีใต้ ส่วนผู้เล่นไทยก็เน้นไปทางผู้เล่นมากประสบการณ์อย่าง อดุลย์ หมื่นสมาน ,อมร ธรรมนาม ,ภานุวัฒน์ จินตะ ,วันเฉลิม ยิ่งยง ,สมภพ นิลวงศ์ ,ซีเกต หมาดปูเต๊ะ และเมื่อมาผนึกกำลังกับแข้งที่ยืมมาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้ง ขวัญชัย สุขล้อม ,จิตปัญญา ทิสุด ,อภิชาติ เด็นหมาน ก็ถือเป็นชุดผู้เล่นที่ค่อนข้างลงตัว ภายใต้การคุมทีมของ โค้ชวัง ซึ่งในช่วงเลกที่สองพวกเขาก็คว้าตัว สิโรจน์ ฉัตรทอง และ รัชพล นาวันโน มาจาก กิเลนผยองด้วย
ต่อเนื่องมายังฤดูกาลที่ 2 ในลีกสูงสุด พวกเขาต้องเสียเครื่องจักรถล่มประตูอย่าง โชนาธาน เฮส ไปให้กับ สุพรรณบุรี เอฟซี และเสีย ลอนซานา ดุมบูญา ไปให้กับ ตราด เอฟซี
รวมไปถึง ควอน แด ฮี ไปให้กับ โปลิศ เทโร อย่างไรก็ตามผู้เล่นที่นำมาทดแทนในช่วงเลกแรกอย่าง มัทเธอุส อัลเวส และ แฮลิสัน ไคออน ก็ถือว่าทำผลงานได้ไม่เลว แม้ว่าผลงานอาจจะเทียบกับคู่หูคู่เก่าไม่ได้ก็ตาม นอกจากนี้ยังมีแนวรับอย่าง อาร์ตยอม ฟิลิโปสยาน เข้ามาเติมเต็มในแนวรับอีกหนึ่งราย
ด้านผู้เล่นไทย ต่อพิฆาต คว้าตัวผู้เล่นฝีเท้าดีมาร่วมทีมหลายคนทั้ง สุพจน์ จดจำ ,ณัฐพงษ์ ขจรมาลี มือกาวเฮดการ์ด พร้อมยืมตัว นัสตพล มาลาพันธ์ แนวรับจอมแกร่งมาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วย การออกสตาร์ทฤดูกาล 2019 ของ ต่อพิฆาต พวกเขาออกตัวได้อย่างร้อนแรงด้วยการบุกเอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง 1-0 หลังยังรักษาฟอร์มเก่งด้วยการผงาดเป็นจ่าฝูงของตารางในสัปดาห์ที่ 4 จากผลงานชนะ 4 จาก 6 เกมแรก ก่อนที่ฟอร์มจะเริ่มดร็อปลงไปอย่างใจหาย และจบเลกแรกด้วยการรั้งอันดับที่ 8 ของตาราง 
การเสริมทัพในช่วงเปิดตลาดซื้อขายเลกสองของ พีที ประจวบ น่าสนใจไม่น้อย เมื่อมีการปล่อยแนวรุกต่างชาติออกจากทีมแบบยกเซ็ตทั้ง มัทเธอุส อัลเวส ,แฮลิสัน ไคออน รวมไปถึง คาร์เลา เหลือไว้เพียง อัดนาน โอราโฮวัช และ อาร์ตยอม ฟิลิโปสยาน เพียง 2 รายเท่านั้น ซึ่งผู้เล่นที่ถูกอิมพอร์ตเข้ามาทดแทนก็คือ ฌอง ฟิลิป เมนดี้ และ เมารินโญ แนวรุกจากบราซิล
ส่วนของผู้เล่นไทยก็เสริมทัพเท่าที่จำเป็นด้วยการดึง ภูริทัต จาริกานนท์ จาก สมุทรสาคร พร้อมยืมตัว วีระวุฒิ กาเหย็ม และ สกุลชัย แสงโทโพธิ์ จาก เอสซีจี เมืองทอง มาร่วมทีม สังเกตุได้ว่าตัวผู้เล่นของ ต่อพิฆาต มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปจากฤดูกาลก่อนพอสมควร อย่างไรก็ตามทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผลงานในสนาม 
แม้ว่าในช่วงออกสตาร์ทเลกสองผลงานของ พีที ประจวบ จะน่าผิดหวังและถึงกับขนาดร่วงลงมากองที่อันดับรองสุดท้าย ในสัปดาห์ที่ 21 และ 22 นั่นอาจเป็นเพราะว่าพวกเขาเริ่มที่จะหันมาโฟกัสกับการแข่งขันฟุตบอลถ้วยอย่าง โตโยต้า ลีกคัพ เพิ่มมากขึ้น และหลังจากที่ปราบ โปลิศ เทโร ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ดูเหมือนว่าความมั่นใจและโมเมนตั้มของทีมก็เริ่มจะกลับมา
ฟอร์มของผู้เล่นใหม่อย่าง เมารินโญ ที่ดีวันดีคืน เป็นส่วนสำคัญให้ พีที ประจวบ กลับเข้าสู่ฟอร์มอันยอดเยี่ยม
 
นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ลูกทีมของ โค้ชวัง ยังสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นมาแล้วถึง 8 เกมรวมทุกรายการ แถมยังมี 2 เกมของพวกเขาที่เป็นเส้นทางของการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วย 
 
 
นั่นก็คือเกมรอบรองชนะเลิศ โตโยต้า ลีก คัพ ซึ่งถือเป็นการผ่านเข้ารอบลึกที่สุดของสโมสรในรายการฟุตบอลถ้วยของประเทศไทย
โค้ชวัง ต้องพบกับงานหนักเมื่อต้องพา ต่อพิฆาต มาพบกับอดีตต้นสังกัดเก่าของตัวเองอย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์เก่าของศึก โตโยต้า ลีก คัพ เมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์อีกหนึ่งขั้น ด้วยผ่านเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรกับ หลังจากดวลจุดโทษเอาชนะ กว่างโซ้งมหาภัย 
 
พร้อมกับผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ที่เคยผ่านการชูถ้วยใบนี้มาแล้วถึง 5 สมัย โดยก่อนเกมความยากลำบากของ โค้ชวัง ก็คือการไม่สามารถใช้งานผู้เล่นแกนหลักหลายคนที่ยืมตัวมาจาก ปราสาทสายฟ้า ไม่ว่าจะเป็น ผู้รักษาประตูมือ 1 อย่าง ขวัญชัย สุขล้อม , จิตปัญญา ทิสุด กองกลางห้องเครื่อง, นัสตพล มาลาพันธ์ ปราการหลังตัวแกร่ง และ อภิชาติ เด็นหมาน แบ็คซ้ายดาวรุ่ง ทำให้พวกเขาต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์มากที่สุดกับแท็คติกของ โค้ชวัง 
 
 
ซึ่งเมื่อเกมการแข่งขันเริ่มขึ้น แน่นอนว่าหาก โค้ชวัง เลือกที่จะเปิดหน้าแลกหมัดกับ บุรีรัมย์ อาจไม่ใช่แท็คติกที่ควรจะเป็นนัก โดยพวกเขาเน้นเล่นแบบเพลย์เซฟและค่อยๆโยนความกดดันไปยังทัพ ปราสาทสายฟ้า และผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นผิดหูผิดตาก็คงจะเป็น เมารินโญ และ สิโรจน์ ฉัตรทอง ที่ปิดเกมรุกด้านข้างซึ่งเป็นจุดเด่นของ บุรีรัมย์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่เกมตรงกลาง โค้ชวัง ก็วาง 2 ผู้เล่นอย่าง ภานุวัฒน์ จินตะ และ ภูริทัต จาริกานนท์ ที่คอยตัดเกมรุกตรงกลางของ ปราสาทสายฟ้า ได้อยู่หมัดด้วยลูกหนักและลูกขยันของมิดฟิลด์คู่นี้ 
ในขณะที่คู่ปราการหลังต่างชาติอย่าง อัดนาน โอราโฮวัช และ อาร์ตยอม ฟิลิโปสยาน ก็ถือว่าสร้างความลำบากให้กับแนวรุกของอดีตแชมป์ 5 สมัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งพอพวกเขาขึ้นนำแบบโชคช่วยในช่วงต้นครึ่งหลัง พวกเขาก็หันมาเล่นเกมรับมากขึ้นกว่าเดิม และแม้ว่าจะต้องมาเสียประตูตีเสมอให้กับ ศุภชัย ใจเด็ด แต่ พีที ประจวบ ก็ยังไม่เสียกระบวน และยังคงเล่นเกมรับได้อย่างมีระเบียบวินัย
 
นอกจากนี้ยังต้องชื่นชมจังหวะเซฟประตูของผู้รักษาประตูหมวกกันน็อกอย่าง ณัฐพงษ์ ขจรมาลี ที่ช่วยยื้อชีวิตให้ ต่อพิฆาต รอดตายมาได้จนถึงช่วงการดวลจุดโทษและสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการคว่ำ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หอบถ้วยกลับถิ่น สามอ่าว สเตเดียม ได้อย่างยิ่งใหญ่ 
 
 
สำหรับการคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ของ พีที ประจวบ ในครั้งนี้ ถือเป็นลบล้างคำสบประมาทมากมายที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคิดว่า ทีมเล็กๆทีมนี้จะสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการปราบ สิงห์ เชียงราย และ โค่น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด
 
Posted by PT Prachuap FC on Saturday, September 28, 2019
ดังนั้นจึงต้องยกเครดิตให้กับท่านประธานสโมสรไฟแรงอย่าง นายกเกียร์ ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ และแท็คติกการเล่นของ โค้ชวัง รวมไปถึงหัวจิตหัวใจของนักเตะ พีที ประจวบ และที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือเสียงเชียร์และแรงสนับสนุนของแฟนบอลที่แห่กันมากว่า 70 คันรถบัส ที่มาเป็นสักขีพยานให้กับการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ของพลพรรค ต่อพิฆาต