ข่าว บอลไทย ฟุตบอลไทย
FOX’s OPINION : เกิดอะไรขึ้นกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
และแล้วก็ได้คู่ชิงชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลถ้วยอย่างรายการ ช้าง เอฟเอ คัพ 2019 ซึ่งคู่ชิงชนะเลิศเป็นการโคจรมาพบกันของ การท่าเรือ เอฟซี ที่เอาชนะจุดโทษ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในรอบรองชนะเลิศ โดยจะต้องเข้ามาชิงดำกับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่พลิกล็อกโค่นยักษ์ใหญ่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์ 2-1
 
“นั่นถือเป็นความพ่ายแพ้ 2 เกมในรอบสัปดาห์ของพลพรรค ปราสาทสายฟ้า ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกันง่ายๆสำหรับเจ้าของแชมป์ไทยลีก 6 สมัยอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด”
อย่างไรก็ตามแม้ว่า โปรเจ็คทริปเปิ้ลแชมป์ในปีนี้ของ ประธานสโมสรอย่าง เนวิน ชิดชอบ จะพังทลายลงด้วยน้ำมือของทัพ ราชันมังกร ในเกมเมื่อวานที่ผ่านมา
“แต่ถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังได้ลุ้นกับอีก 2 รายการใหญ่ที่เหลืออยู่ในมือ ทั้งรายการฟุตบอลถ้วยที่ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ พีที ประจวบ หรือจะเป็นเกมลีกช่วง 4 นัดสุดท้ายที่ยังต้องขับเคี่ยวอย่างหนักกับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เจ้าของตำแหน่งจ่าฝูงของตารางในเวลานี้”
หากย้อนไปในช่วงก่อนพักเบรกทีมชาติ ปราสาทสายฟ้า เริ่มออกอาการสะดุดด้วยการเปิดบ้านเสมอกับ สุโขทัย เอฟซี 1-1 แต่ก็ยังคงนำเป็นจ่าฝูงของตารางคะแนน โดยมีแต้มเหนือ กว่างโซ้งมหาภัย อยู่เพียงแต้มเดียว แต่หลังจากกลับมาฟาดแข้งกันต่อในช่วงเดือนกันยายน ดูเหมือนว่า สถานการณ์ของทีมดังจากแดนอีสานจะเริ่มยากลำบากมากขึ้น
ลูกทีมของ โบซิดาร์ บันโดวิช นายใหญ่ชาวเซอร์เบีย พ่ายแพ้ให้กับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เอสซีจี เมืองทอง แบบไร้ทางสู้ 1-3 ซึ่งแน่นอนว่าการพลาดท่าให้กับคู่ปรับหมายเลข 1 อย่าง กิเลนผยอง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจ แถมในสัปดาห์เดียวกันนั้นพวกเขายังเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ไปในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้นแรงกดดันของผู้เล่นในทีมย่อมก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อเนื่องมาในเกมกลางสัปดาห์ ท่ามกลางสภาพร่างกายอันอ่อนล้า ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากโปรแกรมทีมชาติที่พวกเขามีผู้เล่นติดทีมชาติไทยถึง 5 คน เรียกได้ว่าแกนหลักของทีม แทบไม่มีเวลาให้ได้พักหายใจกันเลยทีเดียว ซึ่งในท้ายที่สุดพวกเขาก็พลาดท่าอีกครั้งให้กับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ด้วยสกอร์ 1-2 ในเกมเมื่อวานที่ผ่านมา
“นั่นเท่ากับว่า บุรีรัมย์ เหลือโปรแกรมลงเตะในซีซั่นนี้อีกเพียง 5 เกมกับการลุ้น 2 แชมป์ที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้”
 
 
“หากมองถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของพวกเขาในฤดูกาลนี้ สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดและปฏิเสธไม่ได้ก็คือการขาดหายไปของเครื่องจักรสังหารประตูขวัญใจคนเก่าของพลพรรค เซาะกราว อย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ดาวยิงชาวบราซิเลียนที่ถูกปล่อยไปอยู่กับ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ในลีกมาเลเซีย”
 
ซึ่งนั่นส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสกอร์ของ บุรีรัมย์ เนื่องจากหากมองไปสถิติในรอบ 2 ปีหลังสุดพวกเขาไม่เคยขาดมือสังหารระดับพระกาฬ โดยในฤดูกาล 2017 จาจ้า โคเอลโญ่ และ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต คู่หูเลือดแซมบ้า เข้ามาถล่มประตูรวมกันได้ถึง 60 ประตู จาก 85 ประตูที่พวกเขาทำได้ในฤดูกาลนั้น
ในขณะที่ฤดูกาล 2018 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเสีย จาจ้า ไปให้กับ เอสซีจี เมืองทอง แต่ ดิโอโก้ ก็ยังรับภาระหน้าที่ฉายเดี่ยวยิงประตูให้กับ ปราสาทสายฟ้า ไปถึง 34 ประตูจาก 76 ประตูที่ทีมยิงได้ในซีซั่นที่แล้ว พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง แถมยังสร้างสถิติมากมายทิ้งท้ายให้กับตัวเองในสีเสื้อ ปราสาทสายฟ้า ก่อนจะย้ายไปวาดลวดลายในลีกแดนเสือเหลือง
 
“แต่สำหรับฤดูกาลนี้ หลังผ่านมาแล้ว 26 นัดทัพ ปราสาทสายฟ้า ผลิตสกอร์ได้เพียง 43 ประตูเท่านั้น แถมยังไม่มีผู้เล่นคนไหนที่ยิงประตูได้ถึงหลักสิบเลยแม้แต่คนเดียว ทีมของ บอสโก้ ประสบปัญหากับผู้เล่นในแนวรุก โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติ”
ซึ่งพวกเขาลองผิดลองถูกกับแข้งต่างแดนมาแล้วหลายคนในซีซั่นนี้ ไล่ตั้งแต่ มาดิโบ ไมก้า หัวหอกชาวมาลีที่ถูกยกเลิกสัญญาไปก่อนใครเพื่อนด้วยฟอร์มการเล่นอันน่าผิดหวัง
ต่อมาก็เป็นคิวของ เปโดร จูเนียร์ กองหน้าชาวบราซิลที่แม้ว่าฟอร์มจะดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของอดีตแชมป์ไทยลีก 6 สมัย ก่อนถูกยกเลิกสัญญาไปในช่วงจบเลกแรก ซึ่งแข้งต่างแดนที่ถูกนำตัวมาทดแทนก็คือ นาเซอร์ บาราซิต ดางยิงเชื้อสายดัตช์ และ แรสมุส ยอนสันน์ กองหน้าชาวสวีเดน
ในรายของ บาราซิต ฟอร์มการเล่นในช่วงแรกถือว่าเปรี้ยงปร้างพอสมควร แต่ยังขาดเรื่องของความสม่ำเสมอ และถึงตอนนี้สถิติการยิงประตูของแข้งรายนี้ก็หยุดอยู่ที่ 4 ประตูเท่านั้นในเกมลีก ในขณะที่ผู้เล่นโควตาอาเซียนไม่ว่าจะเป็น เลือง ซวน เชือง ,สเตฟาน ปัลลา ,เควิน อินเกรโซ รวมไปถึง ฮาเวียร์ ปาตินโญ่ ก็ยังฝากความหวังไม่ได้มากนัก
แกนหลักต่างชาติรายอื่นๆอย่าง อันเดรส ตูเญซ รวมไปถึง ฮาจิเมะ โฮโซกิ ฟอร์มก็ยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเป็นนัดๆไป
“นั่นจึงส่งผลถึงฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีม และต้องฝากความหวังไว้ที่ดาวรุ่งไทยอย่าง สุภโชค สารชาติ ,ศุภชัย ใจเด็ด ,ศศลักษณ์ ไหประโคน ,รัตนากร ใหม่คามิ รวมไปถึงดาวซัลโวประจำทีมในวัย 16 ปีอย่าง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ที่ยิงไปแล้ว 8 ประตูในลีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
 
แข้งมากประสบการณ์ในทีมอย่าง สุเชาว์ นุชนุ่ม และ จักรพันธ์ แก้วพรม ก็ยังถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานด้วยสภาพร่างกายที่โรยราลงไปตามกาลเวลา ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลงานของ บุรีรัมย์ ดร็อปลงไปอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ และเมื่อชะตาการลุ้นแชมป์ลีก ตกไปอยู่ในเงื้อมือของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ อย่างที่ โบซิดาร์ บันโดวิช และ เนวิน ชิดชอบ ตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่
โดยโปรแกรม 5 นัดที่เหลือของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ถือว่ายากพอสมควร โดยเกมนัดต่อไปจะต้องเปิด ช้าง อารีน่า รับการมาเยือนของ ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่กำลังดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อต่ออายุในลีกสูงสุด ต่อด้วยการลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ โตโยต้า ลีก คัพ กับ พีที ประจวบ เอฟซี ในวันที่ 28 กันยายน ต่อด้วยการบุกไปเยือน นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในวันที่ 2 ตุลาคม และจะพักเบรกให้กับโปรแกรมทีมชาติอีกครั้ง
หลังจากพักเบรกพวกเขาก็ต้องพบกับศึกหนักด้วยการเปิดบ้านรับมือ การท่าเรือ เอฟซี ในวันที่ 20 ตุลาคม และปิดท้ายฤดูกาลโดยจะต้องบุกไปเยือน เชียงใหม่ เอฟซี ณ รังเหย้าของคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง สิงห์ สเตเดียม ของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะคืนฟอร์มได้หรือยัง และยังมีโอกาสป้องกันแชมป์จนถึงนัดสุดท้ายหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ โบซิดาร์ บันโดวิช กำชับลูกทีม หลังจากเจอกับมรสุมอย่างหนัก ก็คือการปลุกเร้าเรียกความมั่นใจ ความเชื่อมั่น และความทุ่มเทออกมาให้มากที่สุดเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะในเรื่องของสมาธิที่ลูกทีมออกอาการกดดันตัวเองอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าหากพวกเขาสามารถคว้าโทรฟี่แชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ มาครองได้สำเร็จ ก็อาจจะเป็นเรียกความเชื่อมั่น และโมเมนตั้มที่ดีกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง
ในขณะที่พี่ใหญ่ในทีมอย่าง สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็ได้โพสต์ข้อความกระตุ้นลูกทีมบนเฟสบุ๊กส่วนตัว ให้เชิดหน้าสู้ต้อไป หลังร่วงตกรอบศึกฟุตบอลถ้วยช้าง เอฟเอ คัพ 2019 รอบรองชนะเลิศ โดยมีใจความว่า
“ฟุตบอลมีชนะมีแพ้ น้องต้องเรียนรู้จากมัน เสียใจได้ หดหู่ได้ ท้อแท้ได้ แต่ถอยไม่ได้ ฟุตบอลไม่ได้จบแค่วันเดียว ต้องเรียนรู้ต่อไป แล้วพัฒนาตัวเอง คนเก่ง ะบอกว่าตัวเองไม่เก่ง ถ้าตัวเองบอกว่าตัวเองเก่ง จะไม่เกิดการพัฒนาต่อ คนเก่งต้องเป็นคนอื่นที่บอกว่าเราเก่ง ยังมีอีกสองถ้วยที่ยังมีโอกาสคว้าแชมป์ ล้มแล้วลุกให้ไว นั่นคือวิถีคนเก่ง หากคุณไม่คิดจะพยายามคุณก็ไม่มีวันชนะ ขอให้ทุกคนสู้กันต่อไป”
 
และในท้ายที่สุด ไม่ว่า บุรีรัมย์ จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ หรืออาจจะได้แชมป์เดียว หรืออาจจะจบฤดูกาลแบบมือเปล่า ก็ยังไม่มีใครทราบได้
“แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาล ก็คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และครั้งสำคัญของทีม โดยเฉพาะบรรดาผู้เล่นต่างชาติที่อาจจะต้องลาทีมไปแบบยกเซ็ตก็เป็นได้”