บทความบอลไทย
ไทยลีก นรกกุนซือ

ยังจำกันได้ไหมเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา คือฤดูกาล 2018 ศึกฟุตบอลไทยลีกดำเนินมาถึงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล นั่นคือเหลือ 5 นัดสุดท้ายก็จะปิดฤดูกาล แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีกุนซือที่กระเด็นจากเก้าอี้มากถึง 17 คนด้วยกัน นับเป็นการปลดกุนซือมากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีการเตะฟุตบอล  เรามาดูกันว่ามีใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อประวัติศาสตร์

 


คนที่ 1 ดราโก้ มามิช แยกทางกับ ชัยนาท ฮอร์นบิล  คุมได้เพียงนัดเดียวเท่านั้น นั่นคือ การพาชัยนาทฮอร์นบิล ไปเสมอกับ สุพรรณ 0-0  ผ่านไป 3 วัน ขอลาออกเพราะว่ามีปัญหากับครอบครัวและไม่อยากให้มีผลกระทบกับสโมสร


 

คนที่ 2 คริสเตียน ซีเก้ แยกทางกับ ราชบุรี มิตรผล คุมได้เพียง 2 นัด นั่นคือนัดที่ ไปเยือนพ่ายต่อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-2 และนัดที่เปิดบ้านชนะ แอร์ฟอร์ช เซ็นทรัล เอฟซี 1-0 โดยจากกันไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยซีเก้บอกว่าที่ลาออกเพราะถูกล้วงลูกจากทีมบริหาร แต่ทางทีมราชบุรีก็ออกมาแย้งว่า เพราะซีเก้ลาทีมวันเปิดตัวสโมสรซึ่งเท่ากับว่าไม่ให้เกียรติสโมสร ทำให้ไม่พอใจกัน


 

คนที่ 3 ธชตวัน ศรีปาน แยกทางกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทั้งที่ปี 2016 พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีก และฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ  ต่อมาปี 2017 ก็คว้าถ้วย ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนส์ คัพ , แม่โขง คลับ แชมป์เปี้ยนชิพ และรางวัลส่วนตัว คือ กุนซือยอดเยี่ยมของไทยลีก 2017  แต่ปี 2018 โค้ชแบนก็ต่อสัญญาใหม่อีก 2 ปี แต่สุดท้ายก็ประกาศลาออกจากกุนซือ หลังบุกพ่ายน้องใหม่อย่าง พีที ประจวบ เอฟซี 6-1  ทำให้ ออกสตาร์ท 5 นัดแรก ได้ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีเพียง 7 คะแนน เทียบเท่าปี 2011

 


คนที่ 4 เรเน่ เดอซาเยียร์ แยกทางกับ ราชบุรี มิตรผล  อดีตกุนซือที่พา เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ไทยลีก 2011 ซึ่งแกได้คุมทีมต่อจากซีเก้ และคุมทีมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 นัด แพ้ทั้ง 2 นัด นั่นคือ เปิดบ้านแพ้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-2 และบุกไปเยือนแพ้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 0-2

 


คนที่ 5 โจเซฟ เฟร์เร แยกทางกับ บางกอกกล๊าส เอฟซี  โคโค่" เข้ามาถิ่น ลีโอ สเตเดี้ยม ในฐานะผู้ช่วยผู้ฝึกสอน บีจีเอฟซี ในปี 2016 ก่อนถูกดันขึ้นเป็นเฮดโค้ชในช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา โดยคุมทีม 7 นัดในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2018 พาทีมชนะ 2 เสมอ 1 และแพ้ 4 เกม ก่อนถูกปลด ซึ่งถือเป็นกุนซือรายที่ 5 ในไทยลีกที่ต้องแยกทางกับทีมซีซันนี้ 


 

คนที่ 6 สก็อต คูเปอร์ แยกทางกับ โปลิศ เทโร เอฟซี หลังพาทีมทำผลงานออกสตาร์ท โตโยต้า ไทยลีก ได้ไม่ดีพาทีมชนะได้เพียงนัดเดียวจาก 6 นัดแรก เก็บได้เพียง 4 คะแนนจาก 7 นัด จากนั้น บินด่วนกลับไปเยี่ยมคุณแม่ที่ป่วยหนัก กระทั่งแยกทางกับสโมสรเป็นที่เรียบร้อย

 


คนที่ 7 สะสม พบประเสริฐ แยกทาง  แอร์ฟอร์ช เซ็นทรัล เอฟซี  ยุติช่วงเวลา 4 ปี ในถิ่นธูปะเตมีย์ ด้วยการขอลาออกจากตำแหน่งกุนซือ หลังพาทีมเก็บได้แต้มเดียวจาก 8 นัด จมอยู่อับดับสุดท้ายของตาราง โค้ชเตี้ย” เข้ามาร่วมงานกับ แอร์ฟอร์ซ ตั้งแต่กลางปี 2014 ในตำแหน่งแรก ที่ปรึกษา ก่อนขยับมาคุมทีมอย่างเต็มตัวในฤดูกาล 2015 เป็นต้นมา โดยมีผลงานชิ้นเอกในการพาทีมเลื่อนชั้นจาก M-150 แชมเปียนชิพ กลับสู่ โตโยต้า ไทยลีก ในฤดูกาล 2018

 


คนที่ 8 โกรัน บาร์ยัคทาเรวิช แยกทางกับ ชลบุรี เอฟซี  เก็บได้เพียง 10 คะแนน หลังผ่าน 8 นัดแรก จากการ ชนะ 3 เสมอ 1 และแพ้ถึง 4 นัด และเจ้าตัวก็ออกมาบอกเหตุผลที่ลาออกว่า "เนื่องด้วยภารกิจ และเหตุผลส่วนตัว ทำให้ผมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่กับสโมสรชลบุรี เอฟซี ต่อไปได้ ซึ่งตัวผมและสโมสร จึงตกลงที่จะยกเลิกสัญญาฉบับปัจจุบันร่วมกัน เพื่อให้สโมสรได้ก้าวเดินต่อไป และเพื่อโอกาสที่ดีสำหรับฤดูกาลนี้" 



คนที่ 9 วิริยะ เผ่าพันธุ์ แยกทางกับ ราชนาวี ทำผลงานไม่สู้ดีเท่าไหร่นักในช่วง 8 เกมแรก ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 3 มี 9 คะแนน ห่างจากโซนตกชั้นเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ซึ่งผลงาน 5 เกมหลังสุด พ่ายถึง 3 นัด ชนะเพียงเกมเดียว โดยนัดสุดท้ายบุกพ่าย ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 4-0  



คนที่ 10 ชำนาญ แพรขุนทด แยกทางกับ ราชนาวี มารับหน้าที่แทน โค้ชวิริยะ เผ่าพันธุ์ ที่เพิ่งโดนปลดออกไป และทาง โค้ชชำนาญ เพิ่งคุมทีมได้เพียง 2 นัด แต่ไม่สามารถนำทีมคว้าชัยได้ จึงประกาศแยกทางกับสโมสร เพื่อให้ทีมได้หากุนซือที่มีความสามารถปลุกทีมกลับมาได้ ซึ่งเจ้าตัวก็สร้างผลงานกลายเจ้าของสถิติใหม่ที่ไม่น่าจดจำ เมื่อขึ้นแท่นเป็น เฮดโค้ชที่ตกงานเร็วสุดในศึกโตโยต้าไทยลีก คุมได้เพียง 8 วันเท่านั้น


 

คนที่ 11 มิซู พาเทไลเนน แยกทางกับ  อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด หลังผลงานของทีมย่ำแย่จนหล่นลงมาอยู่รองบ๊วยของตารางคะแนน และเสี่ยงต่อการตกชั้น ผลงานการคุมทีมอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ของมิซู 11 นัดที่ผ่านมา ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 8 นัด มี 7 คะแนน

 


คนที่ 12 เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ แยกทางกับ ราชนาวี หลังจากที่ทำผลงานไม่ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งเจ้าตัวคุมทีมได้เพียงแค่ 4 เกมเท่านั้น เสมอ 1 แพ้ไป 3 แถมที่หนักๆคือแพ้ต่อ พีที ประจวบ เอฟซี 5-0 และถือเป็นโค้ชรายที่3 ที่ราชนาวีใช้งานในเลกแรก ต่อจาก จ่าเอกวิริยะ เผ่าพันธุ์ , ชำนาญ แพรขุนทด และ เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์  



คนที่ 13 ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก แยกทางกับ สุโขทัย เอฟซี เก็บชัยชนะได้แค่เกมเดียวใน 8 นัดหลังสุด โดยมี 21 คะแนน จาก 15 นัด ด้วยผลงาน ชนะ 6 สมอ 3 แพ้ 6  “ผมได้ขอลาออกหลังจบเกมแพ้ต่อ เอสซีจี เมืองทอง เพื่อรับผิดชอบผลงาน “โค้ชเบ๊ กล่าว นั่นคือเกมสุดท้ายที่โค้ชเบ๊คุม  และพ่ายเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 3-4 

 


 คนที่ 14 แอนดรูว์ ออร์ด แยกทางกับ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี  เจ้าตัวคือ  กุนซือต่างชาติคนแรกรอบ 70 ปี เข้ามารับงานต่อ สะสม พบประเสริฐ แม้คุมนัดแรก พาทีมบุกชนะ นครราชสีมา เอฟซี 1-0 แต่จากนั้น 8 นัด ไม่ชนะใครเลย โดยแพ้ถึง 7 นัด และ เสมอ 1 นัด นำมาซึ่งการขอลาออกในที่สุด

 


คนที่ 15  อเดบาโย กาเดโบ แยกทางกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมมีสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกัน 10 นัดแต่นับจากพวกเขาพ่ายต่อการท่าเรือ เอฟซี คาบ้าน ก็ยังไม่ชนะใครในลีกเลย  6 เกมติดต่อกัน สำหรับ อเดบาโย่ ถูกดันขึ้นมาจากทีมชุดบี โดยเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทัพ ช้างศึกยุทธหัตถี เมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ทำผลงานไม่เป็นที่น่าประทับใจ โดยนัดสุดท้ายคือเกมที่พาทีมบุกไปพ่าย ชลบุรี เอฟซี 0-2 โดยหลังจบเกมเจ้าตัวก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที



 คนที่ 16 รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค ไม่ได้ปลด แค่ถอยไปเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน โปลิศ เทโร เอฟซี  ซึ่งจริงๆแล้วเป็นความต้องการของเจ้าตัว เพราะตอนนั้น โปลิศ เทโร เอฟซี  อยู่ในสถาณการณ์ที่ยากลำบาก เพราะไทยลีกเอาตกชั้น 5 ทีม ตัวโค้ชอ้นเองต้องการที่ติดต่อให้โค้ชแบนมาคุมทัพแทนตน เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ของโค้ชแบนจะช่วยทีมได้


 

คนที่ 17 ธชตวัน ศรีปาน แยกทางกับ โปลิศ เทโร เอฟซี คุมทีมไป 9 นัด แบ่งเป็นชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 5 นัด เกมล่าสุดบุกไปพ่าย พัทยา ยูไนเต็ด 1-3 ทำให้อันดับตารางคะแนนจมอยู่ในโซนตกชั้น และเหลือโปรแกรมอีกเพียง 5 นัด จนล่าสุด “โค้ชแบน” ตัดสินใจโพสต์ทางไลน์สโมสร เพื่อขอลาออกจากการคุมทีมพร้อมขอโทษผู้บริหร ทีมงาน แฟนบอลที่ไม่สามารถพาทีมไปถึงเป้าหมายได้


เรามาดูว่าไทยลีก 2019 นี้ จะมีการปลดกุนซือดุเดือดแบบซีซั่นที่แล้วหรือไม่ และลองทายเล่นๆกันดูว่าทีมไหนจะแยกทางกับกุนซือเป็นทีมแรกและกุนซือคนนั้นจะเป็นใคร คอยติดตามกันนะครับผม


ย...โย่