บทความบอลไทย
ในวันที่กิเลนไม่ผยอง

วิกฤตเมืองทอง ยูไนเต็ด กิเลนไม่ผยอง 

โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ดำเนินการแข่งขันมาถึงนัดที่ 8 แล้ว กิเลนผยอง เมืองทอง ยูไนเต็ด ทำผลงานได้ห่วยสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ชนะได้แค่ 2 นัด แพ้ไปถึง 6 นัด ได้เพียง 7 ประตู เสียไปถึง 14 ประตู เก็บได้เพียง 6 แต้มเท่านั้น ตอนนี้ไม่ต้องถามเลยว่าอยู่ที่เท่าไหร่ บ๊วยสิ รอไรล่ะ



จำได้ไหมว่า “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ในศึกไทยลีก จัดงานแถลงข่าวใหญ่เปิดตัวสโมสร ประจำฤดูกาล 2019  “บิ๊กเป้” นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นคนบอกเองว่าบอร์ดให้งบไป 400 ล้านบาท แต่มีการเสริมตัวผู้เล่นต่างชาติและไทยที่เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติเข้ามา ทำให้งบประมาณที่ใช้ไปเกิน 400 ล้านบาทไปแล้ว 

“ที่ปีผ่านมาเราเสียผู้เล่นแกนหลักออกจากทีมไปหลายคน และในการเสริมเข้ามาเราทำได้ไม่ดีพอ ทว่าปีนี้ แต่ต่างจากปีที่แล้ว เรามีผู้ล่นเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งหลายราย เป้าหมายของเราคือการเดินหน้ากวาดทุกแชมป์ในประเทศ ทีมที่เคยเป็นแชมป์จะรู้ดีว่าทำยังไงถึงจะได้แชมป์  ซึ่งเรารู้วิธีที่จะเป็นแชมป์ดี”

แต่ผลงานกลับตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว กลายเป็นคำเยาะเย้ยแทน จากเป็นแชมป์ ก็กลายเป็นหนีตกชั้นแทน กลายเป็นกิเลนป่วยที่ต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน เรามาวินิจฉัยกันว่าเมืองทองอาการเป็นอย่างไร



ตัวผู้เล่นใหม่ทดแทนผู้เล่นเก่าไม่ได้ รวมถึงผู้เล่นเก่า-ใหม่ยังจูนกันไม่ติด

เมืองทอง  ปล่อยตัว ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา สองฟูลแบ็คขวาซ้ายให้กับคู่แข่งร่วมลีกอย่างทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ส่วนเจ้าอุ้ม ธีราทร บุญมาทัน ปล่อยให้โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ยืมตัวไปใช้งานในเจลีก และดึง ศุภนันท์ บุรีรัตน์ กับ วีระวุฒิ กาเหย็ม สองอดีตเด็กปั้นกลับคืนสู่ทีม แน่นอนว่าไม่มีใครเล่นเหมือนกันแน่นอน ด้วยระบบและความเข้าใจ ด้วยโค้ชและแทคติคก็คนละอย่างกัน  ตัวอย่างคือ ศุภนันท์ บุรีรัตน์ ทำไมถึงสร้างผลงานได้อย่างเด็ดดวงให้กับพัทยา ยูไนเต็ด แต่กับเมืองทองยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอ นี่เป็นเรื่องน่าคิด  และตอนนี้เมืองทอง เตรียมซื้อขาด ศุภนันท์ คาดค่าตัว 15-20 ล้านบาท อีกด้วย แสดงว่าต้องมีดีแน่นอน ส่วนสามประสานแนวรุกทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา, เฮแบร์ตี้ เฟอร์นานเดซ, อ่อง ธู หรือ กรวิทย์ ทะสา ก็เพิ่งถูกจับมาเล่นด้วยกันเป็นปีแรก ตอนนี้ก็ยังจูนกันไม่ได้ เล่นกันแบบขาดทีมเวิร์คอยู่ ตรงนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรแน่นอน



นักฟุตบอลขาดความกระหายเล่นแบบคุมโซนแพ้ทางบอล “เพรสซิ่ง” และตัวต่างชาติไม่สร้างความแตกต่าง

ช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้  แข้งกิเลนผยองมีสถิติการวิ่งที่น้อยกว่าคู่แข่ง และนั้นก็หมายความ เมืองทองชุดนี้ขาดความกระหายในชัยชนะ เล่นแบบเนือยๆ  ลากไปจนถึง ยังติดนิสัยบอลสมัยดั้งเดิม นั่นคือการคุมโซนเล่น รูปแบบก็เดิมๆ ทำให้ขาดมิติ เมื่อเจอทีมที่นำการเล่นสมัยใหม่อารมณ์เจลีก ทีมเล็กก็สู้ทีมใหญ่ได้ด้วยแทคติค เล่นเพรสซิ่งหนักๆ  เข้าใส่เร็ว บีบ กดดันสูง จะเล่นผิดพลาดกันง่ายๆ จนถูกโต้กลับและเสียประตูง่ายๆ ดังที่เราเห็นหลายๆนัดนั่นแหละ ส่วนผู้เล่นต่างชาติ เอาจริงๆก็มีแต่ 2 คน เดอะแบก แฮเบอร์ตี้ กับ ดัง วาน ลัม เท่านั้น อีกคนช่วยในเกมรุกและมีผลกับประตูเกือบทุกประตูที่ทำได้ ส่วนอีกคน ช่วยปัดป้องหน้าประตู ทำให้กิเลนไม่เละมากไปกว่านี้ แต่ยังขาดเรื่องการสื่อสารอาจจะเป็นเพราะเพิ่งจะย้ายเลยไม่กล้าแสดงออกเท่าไหร่นัก 

อี โฮ  , โอ บัน ซอก เซ็นเตอร์ชาวเกาหลีที่เพิ่งย้ายมาในปีนี้ และ อ่อง ธู ผลงานตอนนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เอาง่ายๆหานักเตะไทยตัวท็อปๆยังดีกว่า รวมถึง มาริโอ ยูรอฟสกี้ ที่เข้ามาเจ็บยังไม่ได้ลงสนาม ไม่รู้เอากลับมาทำไม



เมืองทองมีปัญหาสภาพจิตใจ

เริ่มต้นฤดูกาล 2019 ด้วยความพ่ายแพ้คาสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ต่อ พีที ประจวบ ถือเป็นการส่งสัญญาณแรกที่ไม่ดีนักของแข้ง กิเลนผยอง เพราะนอกจากจะเป็นการแพ้แบบถูกย้ำแค้นแล้ว ยังถูกแฟนบอล สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดเอฟเฟกต์ในแง่ลบ เป็นเหตุให้นักฟุตบอลรู้สึกกดดัน เล่นอย่างไม่มีความสุข ด้วยคำว่าแชมป์ที่แบกอยู่ “โค้ชทัย” อุทัย บุญเหมาะ กุนซือรักษาการณ์ของเมืองทองให้สัมภาษณ์ว่า 

“สำหรับเมืองทองยอมรับว่าเราสูญเสียความสมดุล เราต้องพยายามกลับมาสู่เส้นทางของเราให้ได้ ต้องสร้างผลงานกลับมาให้ได้ครับ สภาพจิตใจเราต้องแก้ไขก่อน ทุกคนต้องสู้เพื่อทีม ” 



ปัญหาภายในทีม

เรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นสำหรับทุกทีม แต่จะมีมากมีน้อยแตกต่างกันไป สำหรับ เอสซีจี เมืองทอง เป็นหนึ่งในทีมที่ผู้บริหารเข้ามาใกล้ชิดกับนักฟุตบอลและโค้ช จนบางครั้งก็ดูวุ่นวายและล้ำเส้นมากจนเกินไป รวมไปถึงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆภายในสโมสร จนมีข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงบุคคลภายในสโมสรอยู่บ่อยครั้ง อาจเป็นปัญหาเรื้อรังให้ลามมาถึงนักฟุตบอลก็เป็นได้



ยุน จอง ฮวาน จะพากิเลนฝ่าวิกฤตนี้ได้หรือไม่

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แถลงข่าวเปิดตัวหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ ยุน จอง ฮวาน เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้วัย 46 ปี มาคุมทัพในถิ่น เอสซีจี สเตเดี้ยม อย่างเป็นทางการ ด้วยสัญญา 1 ปีบวกออปชั่นเพิ่ม

"แน่นอนว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในอาชีพโค้ช ที่ผ่านมาถือว่าได้รู้จักทีม เอสซีจี เมืองทองฯ มาพอสมควร ซึ่งถือเป็นทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพ ส่วนเป้าหมายแน่นอนว่าอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพัฒนาทีม และพา เอสซีจี เมืองทองฯ กลับสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นในฤดูกาลนี้” ใหม่ ยุน จอง ฮวาน  กล่าว


แน่นอนว่าผลงานแก คุมเซเรโซ่ โอซาก้า ได้ดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วย แล้วก็ผู้จัดการทีมแห่งปีของเจลีก ตอนนี้เอาระบบของเจลีกมาใช้กับเมืองทอง และนักเตะเมืองทองก็ดูจะเปิดใจยอมรับ การฝึกที่หนัก การวิ่งเพรสซิ่ง ทุกคนต้องฟิตและมีระเบียบ รวมถึงการโภชนาการด้วย แกมีเวลาเตรียมตัวแค่ 5 วัน และล่าสุดประเดิมนัดแรกเปิดบ้านพบท่าเรือ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน ดูนักเตะจะตั้งใจและทุ่มเทมากขึ้น 

"ผมมีเวลาเพียง 5 วัน แต่ทีมมีหลายสิ่งมากที่ต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งผมก็พยายามอัดทุกอย่างเข้าไป แน่นอนว่ามันยังไม่ดีพอ แต่ภาพรวมผมค่อนข้างพอใจ เพราะผมรู้สึกว่าเรามีรูปแบบการเล่นที่ดีขึ้น และผมประทับใจที่ทุกคนสู้จนจบ ดังนั้น ผมเชื่อว่าเราจะกลับมาได้ และเราจะพยายามทำให้ดีที่สุด"

"ขณะที่หลังจบเกม ผมบอกลูกทีมว่า จากนี้ ไม่มีอันดับให้ลงไปกว่านี้แล้ว มีแต่เราต้องพยายามกลับขึ้นไปเท่านั้น แต่ถ้าเราแพ้ง่ายๆ หรือ พลาดง่ายๆ แบบนี้อีก เราจะกลับขึ้นไปยาก ที่สำคัญ ผมย้ำทุกคนอีกรอบว่า ต้องมีสมาธิวิ่งให้ครบ 90 นาที และ อยากให้ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ เพื่อที่เราจะได้พัฒนาขึ้นไปพร้อมกัน" ยุน จอง ฮวาน กล่าว



แม้จะแพ้ แต่สิ่งที่ได้เห็นคือ  เรื่องรูปทรงเกมที่ดีขึ้นมากๆ รวมไปถึงพละกำลังเรี่ยวแรงที่นักเตะ  ตอนนี้เหลือแค่เวลาจูนให้มากกว่านี้ ทุกคนต้องทำงานหนัก  ยุน จอง ฮวาน  กระหายและกระตือรือร้นอย่างมาก ลุกขึ้นมาที่ข้างสนามตะโกนกระตุ้นและสั่งการตลอดเวลา นั่นทำให้นักเตะแต่ละคนมีแรงฮึดพร้อมตอบสนองด้วยเช่นกัน เอาเป็นว่าแฟนๆกิเลน และแฟนบอลไทยจะได้เห็นกิเลนที่ไม่ป่วยแน่นอน


และมีข่าวดีอีกสำหรับแฟนเมืองทองคือ ยุน จอง ฮวาน  ต้องการงบจำนวนหนึ่งในการสร้างทีมของตน และจะเสริมทัพ ทั้งแนวรุกและแนวรับ แย้มๆว่ามีทั้งไทยทั้งต่างชาติแต่จะเป็นใครบ้าง ต้องติดตามเอานะครับ หวังว่าแฟนกิเลนอย่าเพิ่งถอดใจกัน ระยะทางของไทยลีกยังอีกยาวไกล เป็นกำลังใจกันต่อไป


ย...โย่