บทความบอลไทย
หลังเกมศึกแห่งศักดิ์ศรี "ช้างศึก" เป็นเบอร์สองอาเซียนหรือยัง!!!

จบลงไปแล้วสำหรับศึกแห่งศักดิ์ศรี ที่ ทีมชาติไทย พ่ายแพ้ ทีมชาติเวียดนาม ส่งผลให้ทัพ "ช้างศึก" ทำได้เพียงแค่ชิงอันดับที่3 กับทีมชาติอินเดีย ทำเอาแฟนบอลไทยต้องเศร้าไปตามๆกัน เพราะเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปในศึกชิงแชมป์อาเซียน เมื่อปี 2008 รอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ที่เปิดบ้านแพ้ไป 1-2 สำหรับในเกมในนี้ก็มีหลายประเด็นให้พูดถึงมากมาย มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนบ้าง 



ดาวรุ่งปล่อยของ

เริ่มด้วยการสร้างประวัติศาตร์ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าอนาคตไกลจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขึ้นแท่นเป็นผู้เล่นอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์คนใหม่ ที่ได้ลงเล่นให้ ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ หลังถูกเปลี่ยนลงมาในฐานะตัวสำรอง ระหว่างเกมที่ ทีมชาติไทย เปิดบ้านแพ้ ทีมชาติเวียดนาม 0-1 ในคิงส์คัพ ครั้งที่ 47 ด้วยวัยเพียง 16 ปี 10 เดือน 3 วัน 

ในส่วนของที่น่าปลื้มใจก็มีการให้โอกาสดาวรุ่งได้ลุยในเกมที่โคตรกดดันขนาดนี้ ทั้ง ศุภชัย ใจเด็ด วัย 20 ปี และสุภโชค สารชาติ ในวัย 21 ปี เราได้เห็นแววของเด็กเหล่านี้แล้ว โชว์ฟอร์มได้อย่างเกินอายุเมื่อหลายจังหวะสามารถเอาตัวรอดจากการเข้าปะทะของผู้เล่น เวียดนาม ได้ดีรวมทั้งมีช็อตหวือหวาให้เห็น แม้โดยรวมยังต้องการเห็นจังหวะที่เด็ดขาดและแข็งแกร่งกว่านี้ บอกได้เลยว่านี่คืออนาคตของช้างศึกในอนาคตอย่างแน่นอน 



ช้างศึกไร้"เจ้าเจ"

การขาดหายไปของ "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธิ์ เห็นได้ชัดแจ่มแจ้งเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าเกมรุกของทีมชาติไทยไม่ไหลลื่นเท่าที่ควรจะเป็น จังหวะในการเดินเกมรุกขาดหายไปเยอะ ซึ่ง สุภโชค สาระชาติ มองดูแล้วยังไม่สามารถเทียบกันได้เลย ยังห่างอีกหลายช่วงตัว สุดท้ายแก้เกมด้วยการส่งสุมัญญา ลงมาทำหน้าที่แทน ก็ทำได้ดีทีเดียว และปล่อยให้เจ้าเช็คได้เล่นในแบบของตัวเองก็ทำได้ดีทีเดียว



แดนกลางยังดีไม่พอ

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และสารัช อยู่เย็น ลงมาคุมแดนกลางดูยังไม่ลงตัวเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะ สารัช อยู่เย็น ที่ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีของตัวเอง เล่นไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย สุดท้ายก็ส่ง สุมัญญา ปุริสาย ที่เป็นตัวสำรองในเกมนี้ถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนที่ ทำให้จังหวะของเกมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อ เจ้าตั๊ก จาก การท่าเรือ เอฟซี เคลื่อนที่หาพื้นที่รับบอลได้ดีรวมทั้งยังมีช็อตแทงคิลเลอร์พาสจากแถวสองให้ได้ลุ้นในพื้นที่สุดท้าย โดดเด่นมากทีเดียว



เกมเร็ว หนัก และบีบพื้นที่ 

นักเตะไทยแก้เพรสซิ่งไม่ได้ และกดดันเมื่อยามที่ถูกบรรดาผู้เล่นของ เวียดนาม วิ่งไล่ล่าบีบพื้นที่อย่างหนักหน่วง วิ่งใส่แบบไม่ยั้ง เห็นได้ว่าแตกต่างกันชัดเจน ถ้ามองให้ดีนั่นคือ การเข้าใจในเกม การเล่นเป็นทีม ไม่ดีเท่าไหร่ ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเวียดนามดีกว่าเราหมดเลย ลามมาจนถึงนาทีสุด กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์  ก็พลาดแบบไม่น่าพลาด กลายเป็นประตูชัยของทัพดาวทอง


ตัดเกรดทัพนักเตะทีมชาติไทย ในเกมที่พ่าย ทีมชาติเวียดนาม คาบ้าน 0-1 ในศึกคิงส์คัพ 2019

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (GK) 5: ได้โอกาสลงเป็นตัวจริง เกมนี้แทบจะไม่มีจังหวะเซฟลูกยิงอันตรายของคู่แข่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดแทบทั้งเกมเจ้าตัวก็ยังคงทำผลงานได้ตามมาตรฐาน น่าเสียดายมาพลาดปัดบอลไม่พ้นจนทำให้ทีมเสียประตูในช่วงทดเจ็บ 

ธีราทร บุญมาทัน (6): เกือบเรียกจุดโทษได้ เปิดฟรีคิกได้ลุ้น เป็นอีกหนึ่งตัวริมเส้นที่แทบจะไม่ได้เติมเกมรุกขึ้นไปเลยโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเวลาแรก จังหวะส่วนใหญ่มาจากการวางบอลยาว

อดิศร พรหมรักษ์ (7):เป็นหัวใจในเกมรับของทีม ตามเก็บได้เกือบทุกจังหวะ ตลอดแทบทั้งเกมเจ้าตัวคอยวิ่งไล่วิ่งชนคู่แข่งแบบไม่มีหมด อีกทั้งยังคอยหาจังหวะเติมขึ้นไปเล่นเกมบุก

สุพรรณ ทองสงค์ (7):ทำได้ดีในเกมรับ ทำผลงานได้ตามมาตรฐานในการป้องกันเกมรุกของคู่แข่ง แต่ดันมาเสียสมาธิในการป้องกันลูกเตะมุมช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ไม่สามารถเข้าถึงบอลได้ในจังหวะแรก

พรรษา เหมวิบูลย์ (6): ไม่ค่อยเด่นมากนัก แต่ก็ไม่พลาดชัดๆให้เห็น ภาพรวมก็ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานทั้งจังหวะตัดเกม รวมถึงป้องกันลูกกลางอากาศ 

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ (5): ช้าไปหน่อย เจอแดนกลางเวียดนามเพรสซิ่งใส่ มียุบให้เห็น บวกกับสภาพร่างกายที่พอหายเจ็บกลับมาก็ยังไม่สามารถไปถึงจุดที่ตัวเองเคยทำมาตรฐานเอาไว้ได้ 

ทริสตอง โด (5): ขึ้นเกมทางขวาแทบไม่ได้ คู่แข่งปิดเกมรุกทางริมเส้นของเราได้อย่างอยู่หมัด ทำให้จังหวะส่วนใหญ่จะต้องลงมาเล่นเกมรับ 

สารัช อยู่เย็น (5): ฟอร์มไม่ดีนัก พยายามช่วยเกมรับและสร้างสรรค์เกมรุกให้ทีม ก่อนโดนเปลี่ยนตัวตั้งแต่พักครึ่ง  ทำให้ไม่สามารถช่วยทีมได้เท่าที่ควร

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (6): มีโอกาสยิงไกลเกือบเข้า เล่นได้ดุดันพอสมควร ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญให้กับทีมชาติไทยในแผงกองกลาง ทั้งจังหวะเติมเกมรุกและลงมาช่วยเกมรับ

สุภโชค สารชาติ (6): มีความขยัน แต่หาจังหวะทำประตูแทบไม่ได้ ถูกมอบหมายให้ลงเล่นในตำแหน่งของ ชนาธิป แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างในเกมรุกให้ทีมได้ดีเท่าที่ควร จังหวะที่ได้บอลก็โดนบีบเร็วจนไม่สามารถสร้างสรรค์เกมรุกให้ทีมได้

ศุภชัย ใจเด็ด (6): มีโอกาสหลุดไปยิงชนเสาช่วงครึ่งแรก โดดเดี่ยวไปหน่อยกับการเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า เก็บบอลได้ดีในหลายๆจังหวะ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นผลงานที่ทำได้ตามมาตรฐาน 

ตัวสำรอง 

สุมัญญา ปุริสาย (7):ลงมาทำให้เกมรุกวูบวาบขึ้น หลายๆจังหวะก็ทำได้ดี โดยเฉพาะลูกทำชิ่งสวยๆทางฝั่งซ้าย รวมถึงจ่ายบอลทะลุช่องให้เพื่อนร่วมทีม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถช่วยทีมให้เจาะแนวรับเวียดนามเข้าไปพังประตูได้

ศุภณัฐ์ เหมือนตา (5): ยังต้องเก็บประสบการณ์ต่อไป เวลา 5 นาทีที่ลงมาดูจะน้อยเกินไปสำหรับการที่จะพิสูจน์ตัวเองในนามทีมชาติชุดใหญ่



จากการที่เวียดนามได้แชมป์ซูซูกิ คัพ 2018 ต่อยอดทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนคัพ 2019 แถมในชุด ยู-23 ปี กุนซือโสมขาวอย่าง "ปาร์ค ฮัง ซอ " อัดไทยเละ 4-0 ขณะที่ไทย ตกรอบรองชนะเลิศซูซูกิ คัพ 2018 ก่อนตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในเอเชียนคัพ 2019  และล่าสุด เวียดนาม บุกมาเฉือน "ช้างศึก" ในคิงส์คัพ 2019 คาถิ่นสยามเมืองยิ้ม 1-0 ต้องยอมรับได้แล้วว่าพวกเขาพัฒนาในทีมชาติไปมากจริงๆ

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 47 จะแข่งขันอีกครั้ง ในวันที่ 8 มิถุนายน 2562  รอบชิงอันดับ 3 แข่งขันเวลา 15.30 น. ไทย พบ อินเดีย ส่วนรอบชิงชนะเลิศ แข่งขันเวลา 19.45 น.  เวียดนาม พบ กือราเซา ที่สนามช้าง อารีนา ถ่ายทอดสดทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32


ย...โย่